บทที่ 4 เพื่อนแท้
“ผมขอโทษแทนพรด้วยนะครับคุณแม่” ชาคริตขอโทษแม่แทนภรรยาที่เอาที่ดินของท่านไปจำนอง
“แม่รักชานะลูก แม่อยากให้ชามีความสุขยังไงแม่เอ๋ยก็เป็นลูกของชาเป็นหลานของแม่และดูแลแม่มาตลอดแม่อยากชดเชยให้แม่เอ๋ยแทนลูกต่อไปก็ต่างคนต่างอยู่ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันอีกแม่ไม่อยากให้แม่เอ๋ยเจบช้ำน้ำใจ แม่ขอแค่นี้ชาคงทำได้นะลูก” คุณสิรามนพูดกับลูกชายที่ไม่เคยยอมรับลิปการ์เป็นลูกสาวและลิปการ์ก็ไม่เคยดิ้นรนร้องหาพ่อและยังเรียกพ่อว่าคุณชาและพยายามหลบหน้าตลอดทำให้ไม่เจอหน้ากันมาสิบกว่าปีตั้งแต่สามีของเธอเสียชีวิต
“คุณแม่” ชาคริตมองแม่และพูดไม่ออกเมื่อท่านพูดความจริงเขาไม่เคนสนใจลูกสาวที่เกิดจากอรพินเพราะอายคนอื่นจะรู้ว่าเขามีอะไรกับคนรับใช้ในบ้านและทิติพรก็กลัวมีคนรู้ว่าแย่งสามีคนอื่นจึงยื่นคำขาดว่าไม่ให้เขายอมรับลูกของอรพินเป็นลูกแต่สุดท้ายเขาต้องยอมเมื่อพ่อแม่ยอมยกที่ดินพันกว่าไร่เพื่อแลกให้เขาเซ็นรับรองบุตรและภรรยาก็ยอมเพราะที่ดินทั้งหมดมูลค่ากว่าพันล้านซึ่งพ่อของเขาซื้อแต่ที่ดินทำเลดีทำให้ขายได้ราคาดี
“เดี๋ยวถ้าได้บ้านใหม่แล้วแม่จะบอกนะ ถ้าจะมาหาแม่ก็โทรมาบอกก่อนแม่เอ๋ยจะได้ไม่ลำบากใจ” คุณสิรามนบอกลูกชายยังไงหลานทั้งสองที่อยู่กรุงเทพคงไม่มาดูแลเธอที่นี่
“ครับคุณแม่” ชาคริตถอนหายใจเขาต้องยอมรับปากแม่เพื่อความสบายใจของทุกฝ่ายแต่ก็อดคิดถึงลิปการ์ไม่ได้ตอนนี้น่าจะโตเป็นสาวแล้ว
“พ่อชาจะกลับกรุงเทพเลยก็ได้นะลูก”
“ครับคุณแม่ งั้นผมกลับเลยนะครับ แล้วผมจะมาเยี่ยมคุณแม่นะครับ” ชาคริตยกมือไหว้แม่แล้วลุกขึ้นเดินออกจากบ้านที่เขาอยู่มาตั้งแต่เด็กซึ่งมีความทรงจำมากมายที่นี่แต่เขาไม่อยากจำเพราะเขามีชีวิตใหม่ที่ดีกว่าอยู่ที่นี่จึงก้าวเดินออกไปที่รถโดยไม่หันหลังกลับมามองข้างหลังจึงไม่รู้ว่าแม่ลุกขึ้นมามองตามหลังเขาแล้วน้ำตาไหล
“คุณมนคะ” นางน้อมเดินมาหาย่าของหลาน
“ฉันทำให้แม่เอ๋ยได้แค่นี้นะแม่น้อม” คุณสิรามนบอกคนสนิทที่เป็นยายของหลาน
“คุณมนทำเพื่อยัยเอ๋ยมาเยอะแล้วค่ะ แค่นี้ก็ดีถมไปแล้วค่ะ” นางน้อมยิ้มให้คุณสิรามนที่ทำเพื่อหลานสาวของเธอหากลิปการ์เป็นคนทะเยอทะยายป่านนี้ก็คงขายที่ดินที่เชียงใหม่ไปแล้เพราะราคามันไม่น้อยและเธอไม่ห่วงว่าหลานจะอับจนในอนาคต
“ฉันจะให้แม่เอ๋ยลาออกจากงานแล้วมาเปิดร้านกาแฟร้านขนมหรืออะไรก็ได้ที่แม่เอ๋ยชอบ ต่อไปถ้าไม่มีฉันแม่เอ๋ยจะได้ไม่ลำบาก” คุณสิรามนวางแผนไว้ให้หลานสาวตอนนี้เธอไม่ยึดติดอะไรทั้งนั้นไม่ว่าบ้านหรือที่ดินจะแปรสภาพมาเป็นเงินให้หลานสาวทั้งหมด
“คุณมนก็ลองคุยกับเอ๋ยนะคะ ฉันยังไงก็ได้ขอแค่ยัยเอ๋ยมีความสุขฉันก็พอใจแล้วค่ะ” เธอไม่ได้เห็นแก่เงินทองแต่อยู่ที่นี่เพื่อหลานสาว
“ขอบใจนะแม่น้อมที่ยังอยู่ด้วยกัน” คุณสิรามนขอบคุณคนสนิทที่ช่วยกันเลี้ยงดูหลานสาวมาด้วยกันจนตอนนี้ลิปการ์เรียนจบทำงานและอยากให้มีครอบครัวเธอจะได้หมดห่วงและตอนนี้หลานสาวของเธอคบหากับลูกชายของนายตำรวจรุ่นน้องของสามีและในอดีตเคยช่วยเหลือกันจนได้ดิบได้ดีและเพิ่งขอย้ายกลับมาทำงานที่บ้านเกิดได้สามปีเพราะการช่วยเหลือจากพ่อที่เป็นรองผบช.ภ.6
เวลา16.30น.
ลิปการ์ก็เก็บของเมื่อใกล้เวลาเลิกงานและวันนี้เธอทำงานไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะห่วงย่าไม่รู้ว่าจะคุยกับพ่อของเธอรู้เรื่องหรือเปล่าสำหรับเธอนั้นไม่ได้สนใจพ่ออยู่แล้วเพราะมันเลยเวลาที่จะโหยหาความรักจากคนเป็นพ่อที่ไม่ยอมรับและไม่ให้เธอเรียกว่าพ่อในวันที่ปู่จากไปและเธอก็ไม่เคยพูดถึงเขาอีกเลยและเรียกว่าคุณชาและไม่เจอหน้ามาเป็นสิบกว่าปีแต่เห็นเขากับครอบครัวผ่านสื่อและไม่มีความรู้สึกอะไรกับพวกเขา
“สวัสดีค่ะคุณย่า” ลิปการ์จอดรถแล้วเดินเข้าบ้านพร้อมกับถุงขนมที่เธอแวะซื้อมาให้ย่าตายายและฝากคนงานทำสวน
“ซื้ออะไรมาลูก”
“ขนมหวานค่ะคุณย่า เจ้านี้เขาใช้หญ้าหวานแทนน้ำตาลค่ะ แล้ววันนี้คุณชามาไหมคะ” ลิปการ์ตอบย่าแล้วถามหาลูกชายของท่านและเป็นผู้ให้กำเนิดเธอและไม่ได้ส่งเสียเลี้ยงดูเธอ
“มาสิลูก ย่าคุยกับพ่อชาแล้วเราคงต้องหาที่อยู่ใหม่กันแล้วล่ะแม่เอ๋ย” คุณสิรามนพูดับหลานสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนรักใคร่ปนเจ็บช้ำเพราะลูกชายและมีแต่ลิปการ์ที่เข้าใจและดูแลเธอมาตลอด
“ค่ะคุณย่า” คนเป็นหลานไม่กล้าถามต่อเมื่อเห็นย่าเสียใจ
“แต่แม่เอ๋ยไม่ต้องห่วงนะลูก ย่าขอให้พ่อของเอ๋ยชดเชยเงินให้เราสิบล้านแล้วย่าจะปล่อยให้เขาจัดการเรื่องที่ดินกับบ้านหลังนี้แล้วแต่จะทำอะไร ย่าอยากให้แม่เอ๋ยลาออกจากงานแล้วเปิดร้านกาแฟทำขนมหรืออยากทำธุรกิจเล็กสักอย่างเพื่อนเลี้ยงตัวเองนะลูก” คุณสิรามนวางแผนให้หลานสาวหากเธอไม่อยู่จะได้มีอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัว
“คุณย่าคะ” ลิปการ์ซาบซึ้งใจย่าที่รักเธอดูแลเธอและหวังดีกับเธอมาตลอด
“พรุ่งนี้ย่าจะจัดการโอนทุกอย่างที่ย่ามีให้แม่เอ๋ยทั้งหมดรวมถึงที่ดินทั้งที่เชียงใหม่ที่ย่าคิดว่าจะขายแปลงหนึ่งหรือไม่เราย้ายไปอยู่เชียงใหม่กันดีมั้ยลูก ย่าอยากเปลี่ยนบรรยากาศเหมือนกันเผื่ออะไรมันจะดีขึ้น” คุณสิรามนถามความเห็นหลานสาวเพราะเธอแก่แล้วชีวิตที่เหลือก็อยากจัดการชีวิตของหลานสาวให้มีความสุข
“เอ๋ยแล้วแต่คุณย่าค่ะ” ถ้าสิ่งไหนที่ย่าคิดว่าดีเธอก็พร้อมจะทำตามความต้องการของท่าน
“เรายังมีเวลาสองเดือนที่จะย้ายออกจากบ้านหลังนี้ เอ๋ยลาออกจากงานก่อนแล้วเราไปดูที่ดินที่เชียงใหม่ด้วยกันเดี๋ยวย่าจะโทรหาเพื่อนก่อนเผื่อเขาอยากได้ที่ดินเก็บไว้ให้ลูกหลานจะได้ไปดูด้วยกัน” คุณสิรามนคิดถึงเพื่อนรักที่อยู่กรุงเทพและโทรคุยกันแก้เหงาบ่อยๆและไม่เจอกันเกือบปีแล้วหากจะขอความช่วยเหลือจากเพื่อนคนนี้ก็ได้แต่เธอไม่อยากรบกวน
“ตู้ดดๆๆ..” คุณสิรามนโทรหาเพื่อนสนิทที่อยู่กรุงเทพเพื่อคุยเรื่องที่ดินของเธอ
“สวัสดีจ้ะมน ฉันกำลังคิดถึงเธออยู่พอดีเลย” คุณหญิงฉายฤดีพูดกับเพื่อนแล้วยิ้มให้กันถึงจะแกแต่เธอกับเพื่อนก็โทรวีดีโอคอลคุยกัน
“งั้นเราก็ใจตรงกันน่ะสิคุณหญิงฉาย” คุณสิรามนยิ้มให้เพื่อนสนิทที่ยังเหมือนเดิมทุกอย่างแม้จะได้รับสายสะพายมีคำนำหน้าว่าคุณหญิงเพราะได้สร้างคุณงามความดีมาตั้งแต่แต่งงานกับสามีนักธุรกิจชื่อดังก็สร้างองค์กรเพื่อช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสและเด็กกำพร้าเด็กร่อนเร่ให้มีความรู้มีอาชีพทำมาหากินเลี้ยงตัวเอง
“เธอมีอะไรหรือเปล่ามน” คุณหญิงฉายฤดีจับสีหน้าและน้ำเสียงของเพื่อนได้ก็ถามด้วยความเป็นห่วง
“ก็มีนิดหน่อยน่ะ พอดีฉันอยากจะขายที่ดินที่เชียงใหม่สักแปลงน่ะเธอสนใจมั้ยฉาย” คุณสิรามนถามเพื่อนที่ยังพูดคุยกันเหมือนเดิมไม่มียศถาบรรดาศักดิ์แต่ก็มีพูดหยอกเย้ากันบ้าง
“ทำไมถึงขายล่ะมน ไหนเธอบอกว่าจะเก็บไว้ให้หลานสาวไงล่ะ” คุณหญิงรู้ว่าเพื่อนเก็บที่ดินไว้ให้หลานสาวที่พ่อไม่ยอมรับและเพื่อนของท่านกับสามีเลี้ยงดูหลานสาวคนนี้มาตั้งแต่เด็ก
“ก็เก็บไว้ให้แม่เอ๋ยนั่นแหละ แต่พอดีมีปัญหาต้องใช้เงินก็เลยจะขายแปลงหนึ่งแล้วอีกแปลงก็จะปลูกบ้านให้แม่เอ๋ยและอาศัยหลานอยู่ในบั้นปลายชีวิตน่ะ”
“อ้าว แล้วบ้านของเธอล่ะ” คุณหญิงฉายถามเพื่อนถึงบ้านที่อยูปัจจุบัน
“เมียตาชาเอาไปจำนองและกำลังจะถูกยึดเพราะไม่ส่งเงินต้นเงินดอกน่ะ”
“อะไรนะมน นี่ลูกสะใภ้ของเธอกล้าทำขนาดนี้เลยเหรอ” คุณหญิงฉายฤดีถามเพื่อนอย่างตกใจไม่คิดว่าลูกสะใภ้ของเพื่อนจะกล้าเอาที่ดินของแม่สามีไปจำนอง
